วันอาทิตย์, มิถุนายน 24

เบลซูเปอร์ซับกดเบิ้ลสุดงาม! เรอัลมาดริดดับฝันลิเวอร์พูล ผงาดจ้าวยุโรป3สมัยติด

 

แกเร็ธ เบล การเป็นฮีโร่ให้ทัพ “ราชันชุดขาว” หลังลงมาเป็นตัวสำรองกดคนเดียวสองประตูสุดสวยพาทีมปราบ ลิเวอร์พูล 3-1 อีกทั้ง ซีเนดีน ซีดาน ยังกลายเป็นกุนซือคนแรกในประวัติศาสตร์ที่พา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน และเป็นแชมป์สูงสุดสมัยที่ 13 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่เคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ 2017-18
วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2561
เรอัล มาดริด (สเปน) 3 – ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) 1

สนาม : เอ็นเอสซี โอลิมเปียสกี้ (เคียฟ, ยูเครน)

    เรอัล มาดริด ยอดทีมจากลา ลีกา สเปน และแชมป์เก่าสองสมัยหลังสุด ลงสนามพบ ลิเวอร์พูล สโมสรชื่อดังแห่งพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2017 – 2018

    ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์เรอัล มาดริด ส่ง อีสโก้ นำเกมรุก อยู่หลังคู่กองหน้า คาริม เบนเซม่า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้  

    ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลมี โมฮาเหม็ด ซาล่าห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ นำทัพแดนหน้า

    ก่อนแมตช์เริ่มต้น อังเดร เชฟเชนโก้ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติยูเครนวัย 41 ปี เป็นผู้เชิญโทรฟี่แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาโชว์ให้แฟนบอลได้เห็น จากนั้นมีมินิคอนเสิร์ตของ ดูอา ลิปา นักร้องสาวแสนสวยวัย 22 ปี 

    เกมครึ่งแรก นาที 15 เรอัล มาดริด มีลุ้นในจังหวะที่ ดาเนียล การ์บาฆาล ทำทางให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดเท้าขวาในกรอบเขตโทษฝั่งขวา บอลเหินข้ามคานไปอย่างหวุดหวิด

    นาที 23 เป็นโอกาสของหงส์แดง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หมุนตัวยิงติดบล็อคของ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด และ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ ตามมายิงซ้ำติด เคย์ลอร์ นาวาส เซฟอยู่หมัด 

    แต่แล้วนาที 30 โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เล่นต่อไม่ไหว เนื่องจากบาดเจ็บไหล่ซ้าย เขาออกจากสนามทั้งน้ำตา และ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูลส่ง อดัม ลัลลาน่า ลงเล่นแทน 

    นาที 37 ซีดาน ต้องเปลี่ยนเอา ดาเนียล การ์บาฆาล แบ็กขวาออกจากสนาม เนื่องจากบาดเจ็บข้อเท้าซ้าย เขาร้องไห้ เสียใจที่ไม่สามารถเล่นต่อไปได้ โดยเป็น นาโช่ เฟร์นานเดซ ได้ลงเล่นแทน

    จากนั้นนาที 43 อีสโก้ โยนให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โขกเผาขนติด ลอริส คาริอุส นายทวารหงส์แดง และ คาริม เบนเซม่า ยิงซ้ำเผาขนตุงตาข่าย แต่ มิโลร้าด มาซิช ผู้ตัดสินเซอร์เบีย ไม่ให้ เรอัล มาดริด ได้ประตู โดยเป่าเป็นจังหวะล้ำหน้า 

    จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกัน 0-0

    ในครึ่งหลัง นาที 48 อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์ตัวสำรองของลิเวอร์พูลสกัดบอลไม่ดี ไปเข้าทาง อีสโก้ วอลเล่ย์เท้าขวาในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งชนคานอย่างจัง

    และแล้วนาที 51 ลอริส คาริอุส นายทวารลิเวอร์พูลขว้างบอลไม่ดีไปโดนขาของ คาริม เบนเซม่า ยิงเข้าประตู เรอัล มาดริดนำ 1-0 

    สี่นาทีต่อมา เจมส์ มิลเนอร์ เปิดลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เดยัน ลอฟเรน โหม่งตั้งให้ ซาดิโอ มาเน่ ดีดด้วยขวาจ่อๆ เข้าประตู ลิเวอร์พูลตีเสมอ 1-1 นับเป็นประตูที่ 10 ของเขาในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ 

    นาที 61 ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์เรอัล มาดริดส่ง แกเร็ธ เบล ลงสนาม โดยเปลี่ยนเอา อีสโก้ ออก

    เข้าสู่นาที 64 เรอัล มาดริด ขึ้นนำ 2-1 มาร์เซโล่ เปิดจากปีกซ้ายไปให้ แกเร็ธ เบล จักรยานอากาศยิงด้วยซ้าย บอลพุ่งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

    ห้านาทีต่อมา หงส์แดงน่าได้ประตูจากลูกยิงเท้าซ้ายของ มาเน่ ทว่าบอลชนเสาอย่างน่าเสียดาย 

    นาที 81 แกเร็ธ เบล โยนให้ คาริม เบนซม่า ยิงไปติด  ลอริส คาริอุส เซฟได้เยี่ยม 

    นาที 83 แกเร็ธ เบล แผลงฤทธิ์ ตะบันเท้าซ้ายจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเข้าประตู โดย คาริอุส ไม่สามารถเซฟได้ เรอัล มาดริดนำห่าง 3-1 นับเป็นประตูที่สองของเขาในนัดนี้ 

    จบเกม เรอัล มาดริด ชนะ ลิเวอร์พูล 3-1 ส่งผลให้ “ราชันชุดขาว” คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2017 – 2018 ไปครอง และเป็นการได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 13 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร พร้อมกับเป็นแชมป์ศึกใหญ่นี้ 3 ปีซ้อน (ปี 2016, 2017, 2018) 

    รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม 

    เรอัล มาดริด : เคย์ลอร์ นาวาส – ดาเนียล การ์บาฆาล (นาโช่ เฟร์นานเดซ น.37), ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส (กัปตันทีม), มาร์เซโล่ วิเอยร่า – ลูก้า โมดริช, คาเซมีโร่, โทนี่ โครส – อีสโก้ (แกเร็ธ เบล น.61) – คาริม เบนเซม่า (มาร์โก อาเซนซีโอ น.88), คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 

    สำรองที่ไม่ได้ใช้ : กีโก้ กาซีย่า (ผู้รักษาประตู) – เตโอ แอร์กน็องเดซ, ลูกัส บาซเกซ, มาเตโอ โควาซิซ

    ลิเวอร์พูล : ลอริส คาริอุส – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เจมส์ มิลเนอร์ (เอ็มเร่ ชาน น.83), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (กัปตันทีม), จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ (อดัม ลัลลาน่า น.30), โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ 

    สำรองที่ไม่ได้ใช้ : ซิมง มิโญเล่ต์ (ผู้รักษาประตู) – รักนาร์ คลาวาน, อัลเบร์โต้ โมเรโน่, เนธาเนี่ยล ไคลน์, โดมินิค โซลันกี้

    ผู้ตัดสิน : มิโลร้าด มาซิช (เซอร์เบีย)

    ทำเนียบแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (10 ปีหลังสุด) 

    ฤดูกาล    แชมป์             รองแชมป์        ผลการแข่งขัน 
    2008-09    บาร์เซโลน่า        แมนฯยูไนเต็ด    2-0 
    2009-10    อินเตอร์ มิลาน    บาเยิร์น มิวนิค    2-0 
    2010-11    บาร์เซโลน่า        แมนฯยูไนเต็ด    3-1 
    2011-12    เชลซี            บาเยิร์น มิวนิค    1-1 (ต่อเวลาเสมอ 1-1, เชลซี ชนะจุดโทษ 4-3) 
    2012-13    บาเยิร์น มิวนิค    ดอร์ทมุนด์        2-1
    2013-14     เรอัล มาดริด     แอต.มาดริด    1-1 (ต่อเวลาพิเศษ เรอัล มาดริด ชนะ 4-1) 
    2014-15    บาร์เซโลน่า        ยูเวนตุส        3-1 
    2015-16    เรอัล มาดริด     แอต.มาดริด    1-1 (ต่อเวลาพิเศษเสมอ 1-1, เรอัล มาดริด ชนะจุดโทษ 5-3) 
    2016-17    เรอัล มาดริด      ยูเวนตุส        4-1 
    2017-18    เรอัล มาดริด    ลิเวอร์พูล        3-1 

    อันดับดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
    15 ประตู – คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด)
    10 ประตู – โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ (ลิเวอร์พูล), โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ (ลิเวอร์พูล), ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)
    8 ประตู – วิสซาม เบน เยแดร์ (เซบีย่า), เอดิน เชโก้ (โรม่า)
    7 ประตู – แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์), เอดินสัน คาวานี่ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)   
    6 ประตู – ลีโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า), เนย์มาร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)
    5 ประตู – ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (บาร์เซโลน่า), แว็งซ็องต์ อาบูบาการ์ (เอฟซี ปอร์โต้), โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค), กอนซาโล่ อิกวาอิน (ยูเวนตุส), โรเมลู ลูกากู (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

แสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย

หากคุณชื่นชอบ ข่าวสารกีฬาฟุตบอล อย่าลืมกดถูกใจเพจ fifa89.com เพื่อติดตามได้ทันก่อนใคร

ข่าวฟุตบอล วิเคราะห์บอลวันนี้ ทีเด็ดบอลวันนี้ สปอร์ตพูล เราพร้อมอับเดตให้ทันที

CLOSE