วันอาทิตย์, มิถุนายน 24

นัดหยุดโลก!ลิเวอร์พูลชนเรอัลมาดริด,’ซาลาห์’ วัดคม ‘โรนัลโด้’ :ชิงฯ ชปล. PPTV HDยิงสด

 

PPTV HD จัดให้…”หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แชมป์ 5 สมัย เตรียมส่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นำล่าสกอร์ เกมปะทะแชมป์เก่า และแชมป์ 12 สมัย “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พร้อมตะบันชัย ลุ้นระทึกในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบชิงชนะเลิศ) คืนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : PPTV HD และ beIN SPORTS 1, เวลา : 01.45 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
(รอบชิงชนะเลิศ)
วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2561
เรอัล มาดริด (3/สเปน)   –   ลิเวอร์พูล (4/พรีเมียร์ลีก)
ถ่ายทอดสด
: PPTV HD และ beIN SPORTS 1, เวลา : 01.45 น.

สนาม : เอ็นเอสเค โอลิมเปียสกี้, เคียฟ, ประเทศยูเครน (สนามกลาง)
    ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ เรอัล มาดริด พาทีมผ่านเข้าชิงหลังเบียดชนะ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยประตูรวม 2 นัด 4-3 ก่อนเสมอ บียาร์เรอัล 2-2 ในเกมส่งท้ายซีซั่น ทำให้ไม่แพ้มา 2 เกม

    นอกจากนี้ ถ้าครั้งนี้เอาชนะคว้าแชมป์ได้อีกจะเป็น 3 สมัยติดต่อกันครั้งแรก นับตั้งเปลี่ยนชื่อจาก ยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมทั้งซีดานก็จะเป็นเทรนเนอร์คนแรกที่ทำสถิตินี้เช่นเดียวกัน โดยรวมตั้งแต่มีทัวร์นาเมนต์นี้ขึ้นมา

 

    สภาพทีมเกมนี้ ซีดานไม่มีปัญหาอะไรรบกวน แต่จะมีการปรับทัพแน่นอน ลูก้า ซีดาน ประตูหนุ่ม ลูกชายซิซู และ แกเร็ธ เบล ที่ได้โอกาสออกสตาร์ตในเกมเสมอ บียาร์เรอัล ก็ต้องกลับไปเป็นสำรองเหมือนเดิม เพื่อเปิดทางให้ เกย์ลอร์ นาวาส และ คาริม เบนเซม่า

    ส่วนแกนหลักรายอื่นๆ ต่างพร้อมบู๊ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ รามอส, ลูก้า โมดริช, โทนี่ โครส, อีสโก้ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
 
    เรอัล มาดริด จะลงสนามในระบบ 4-3-1-2 นายประตู ได้แก่ เกย์ลอร์ นาวาส แนวรับประกอบไปด้วย ดาเนียล การ์บาฆาล, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส และ มาร์เซโล่ แดนกลาง ลูก้า โมดริช จะทำเกมร่วมกับ คาเซมิโร่ และ โทนี่ โครส โดยมี อีสโก้ ปั้นเกมรุกข้างหลังคู่หอก คาริม เบนเซม่า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

    ด้าน เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์ ลิเวอร์พูล พาทีมเข้าชิงหลังฝ่าด่าน โรม่า แบบหวุดหวิด ด้วยประตูรวม 2 นัด 7-6 ก่อนชนะ ไบรท์ตัน 4-0 ในนัดปิดซีซั่น เป็นชัยชนะนัดแรกในรอบ 4 เกม

    สภาพทีมเกมนี้ คล็อปป์ยังชวดใช้งานพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อนทั้ง โฌแอล มาติป, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ โจ โกเมซ แต่ข่าวดีคือ เอ็มเร่ ชาน และ เจมส์ มิลเนอร์ ฟิตกลับมาเป็นตัวเลือก โดยรายหลังน่าจะได้ออกสตาร์ตเลย

    นอกจากนั้น ไม่มีปัญหาอะไร แกนหลักหน้าเดิมๆ ทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ต่างพร้อมลงสนามตามปกติ

    ลิเวอร์พูลจะลงสนามในระบบ 4-3-3 โดยมี ลอริส คาริอุส เฝ้าเสา แนวรับประกอบไปด้วย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

    แดนกลาง จอร์จินโย่ ไวนัลดุม จะเดินเกมร่วมกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ ส่วน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ เป็น 3 ประสานแดนหน้า

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง    
    เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : เกย์ลอร์ นาวาส – ดาเนียล การ์บาฆาล, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, มาร์เซโล่ – ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่, โทนี่ โครส – อีสโก้ – คาริม เบนเซม่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้
    เทรนเนอร์ : ซีเนดีน ซีดาน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : ลอริส คาริอุส – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    ผู้ตัดสิน : มิโลราด มาซิช (เซอร์เบีย)
    
ข้อมูลน่าสนใจ
– สองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคู่หนึ่งมาเจอกัน โดยราชันลุ้นชูถ้วยหนที่ 13 และถ้าทำได้จะเป็นแชมป์ 3 สมัยติด ส่วนลิเวอร์พูล นี่คือการเข้าชิงครั้งแรกรอบ 11 ปี และถ้าเป็นแชมป์จะได้สมัยที่ 6
– ชัยชนะที่เคียฟ จะทำให้ เรอัล มาดริด เป็นทีมที่ 4 ที่ได้แชมป์รายการนี้สามสมัยติดต่อกัน และเป็นครั้งแรกที่ทำได้สองหนด้วย ครั้งแรก คือช่วงปี 1956-60 และก็มี อาแจ็กซ์ (1971-73), บาเยิร์น มิวนิค (1974-76)
– ซีเนดีน ซีดาน มีสิทธิ์จะกลายเป็นโค้ชคนแรกที่ชนะถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ สามปีติด
– ถ้าได้แชมป์ที่เคียฟ จะถือเป็นแชมป์สมัยที่ 5 ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (แมนฯยูไนเต็ด 2007-08, เรอัล มาดริด 2013-14, 2015-16, 2016-17) และเขาเป็นนักเตะคนที่ 5 ที่ได้เล่นนัดชิง โดย 4 นักเตะที่เหลือมี 3 คน อดีตเล่นให้กับ เรอัล มาดริด คือ ปาโก้ เกนโต้ (นักเตะคนเดียวที่เล่นนัดชิง 6 หน), อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ และ โฆเซ่ มาเรีย ซาร์ราก้า บวกกับอีกคนคือ เปาโล มันดินี่ กับ เอซี มิลาน
– คู่นี้เคยเจอกันมาแล้วในนัดชิงปี 1981 ที่ปารีส ลิเวอร์พูลของ บ็อบ เพสลี่ย์ ชนะ ราชันของ วูยาดิน บอสคอฟ 1-0 และทำให้พวกเขาได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 3 ในรอบ 5 ปี ซึ่งชัยชนะครั้งนั้นถือเป็นครั้งเดียวที่สโมสรจากอังกฤษชนะทีมจากสเปนในรอบชิงฯ รายการนี้ โดยที่เหลือทีมจาก ลา ลีกา ชนะ 3 ไล่ตั้งแต่ บาร์ซ่า ชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ปี 2006 รวมถึง 2 หนที่คว่ำ ปีศาจแดง ปี 2009 (2-0) และ 2011 (3-1)
– นี่เป็นครั้งที่ 9 ที่อดีตคู่ชิงกลับมาเจอกันอีกหน และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันด้วย อย่างปีก่อน คู่ชิงระหว่าง มาดริด กับ ยูเว่ ก็เคยเจอกันมาแล้วตอนปี 1998 และนี่คือการรีแมตช์หนที่สี่ของมาดริด ในรอบชิงฯ ซึ่งสามหนก่อนหน้านั้นชนะรวด โดยคว่ำ สต๊าด เดอ แร็งส์ ปี 1956 และ 1959
– ถ้านับการเจอกันในถ้วยรายการนี้ ทั้งตอนเป็น ยูโรเปี้ยน คัพ และ แชมเปี้ยนส์ ลีก เจอกันทั้งสิ้น 5 เกม คือ ปี 1981 นัดชิงที่หงส์แดงชนะ 1-0 จากนั้นมาเจอกันในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีม ปี 2009 นัดแรก หงส์บุกชนะ 1-0 (ยอสซี่ เบนายูน น.82) และนัดสอง กลับมาชนะที่แอนฟิลด์ อีก 4-0 รวมสองนัดถล่ม 5-0 โดยได้ประตูจาก เฟร์นานโด ตอร์เรส น.16, สตีเว่น เจอร์ราร์ด (จุดโทษ น.28) และอีกลูก น.47 ส่วนคนปิดท้ายเป็น ดอสเซน่า น.88 ก่อนที่ครั้งล่าสุดที่เจอกัน คือปี 2014 ยุค เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ลิเวอร์พูลพ่ายทั้งสองเกม นัดแรก คารัง 0-3 (คริสเตียโน่ โรนัลโด้ น.23, คาริม เบนเซม่า น.30 และ 41) ส่วนกลับไปที่เบร์นาเบว หงส์ก็แพ้อีก 0-1 โดนเบนเซม่ายิงประตูโทน น.2 ในรอบแบ่งกลุ่ม ฉะนั้น ถ้านับเป็นเกม หงส์แดงชนะ 3 และแพ้ 2 โดยยิงได้ 6 และเสีย 4 ประตู
– โรนัลโด้ที่ยิงยูเว่ในนัดชิงปีก่อนได้ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ปี 2008 ที่เล่นให้ผีแดง และปี 2014
– ความเก๋าของราชันอยู่ตรงที่ รามอส, โรนัลโด้, เบล, ลูก้า โมดริช, คาริม เบนเซม่า, ดานี่ การ์บาร์ฆาล, มาร์เซโลน่า และ อีสโก้ ได้เล่นในนัดชิงกับมาดริดมาแล้ว 3 ครั้ง และนี่ลุ้นเป็นหนที่ 4
– มาดริดถือเป็นทีมแรกที่ ได้เล่นนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ปีติด นับแต่ยูเว่ทำได้ในปี 1996-1998 แต่เบียงโคเนรี่ ได้แชมป์หนเดียวจากตอนนั้น
– มาดริดได้แชมป์ที่คาร์ดิฟฟ์ ตอนปี 2017 เป็นครั้งที่ 10 ของสโมสรจากสเปน โดยทีมจากอิตาลี, อังกฤษ ได้ 4 ในช่วงที่เป็นแชมเปี้ยนส์ ลีก นี้ และทีมจากเยอรมัน 3 หน
– ลิเวอร์พูล ชนะ 5 จาก 7 ครั้งที่ตัวเองชิงในยูโรเปี้ยน คัพ โดยปี 1977 คว่ำ กลัดบัค 3-1 ที่โรม, ปี 1978 ชนะ คลับ บรูซ 1-0 ที่ลอนดอน, ปี 1981 ชนะ เรอัล มาดริด 1-0 ที่ปารีส, ปี 1984 ชนะ โรม่า ในการดวลจุดโทษ 4-2 หลัง 120 นาทีเสมอ 1-1 ที่โรม และ 2005 ที่อิสตันบูล เสมอ 120 นาที 3-3 และชนะจุดโทษ 3-2 เหนือมิลาน โดยสองหนที่ชวดแชมป์ คือปี 1985 แพ้ยูเว่ 0-1 และ ปี 2007 แพ้ เอซี มิลาน 1-2
– นี่ถือเป็นการชิงถ้วยของยูฟ่าทุกรายการเป็นหนที่ 20 ของลิเวอร์พูล ขณะที่ มาดริดเป็นครั้งที่ 31 ในทุกรายการ
– ครั้งสุดท้ายที่เล่นนัดชิงแล้วลิเวอร์พูลแพ้ต่อทีมจากสเปน คือ 1-3 ต่อ เซบีย่า ที่บาเซิ่ล ในยูโรปา ลีก ปี 2016 โดยสถิติรอบชิงฯ เจอกับทีมจากสเปน คือ ชนะ 2, แพ้ 1
– เรอัล มาดริด ผลงานในเคียฟ คือ แข่ง 4, ชนะ 1, เสมอ 2, แพ้ 1, ยิงได้ 6, เสีย 7 โดยทั้ง 4 เกมเตะในแชมเปี้ยนส์ ลีก เจอกับ ดินาโม เคียฟ ทั้งหมด
– การพ่ายแพ้ต่อสเปอร์ส ของมาดริด ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่เวมบลีย์ 1-3 เมื่อ 1 พฤศจิกายน เกมนั้นทำให้มาดริดหยุดสถิติไม่แพ้ทีมจากอังกฤษไว้ที่ 12 นัด (ชนะ 8, เสมอ 4)
– ทีมของ ซีเนดีน ซีดาน ยิง 29 เกมหลังสุดในศึกยุโรป โดยทีมอังกฤษที่ไม่เสียประตูให้กับพวกเขาทีมสุดท้ายคือ เรือใบ ในปี 2016 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เสมอ 0-0
– สถิติของราชันเจอกับทีมจากอังกฤษ คือ ชนะ 15, เสมอ 11 และ แพ้ 11, ยิง 52, เสีย 43 ส่วนสถิติของมาดริดในซีซั่นนี้ คือ ชนะ 2, เสมอ 2, แพ้ 2 ยิงได้ 30, เสีย 15 พวกเขาไม่เสียประตูแค่ 3 เกมใน 12 นัด แต่ก็ยิงประตูได้ตลอดใน 27 เกมหลังสุดแชมเปี้ยนส์ ลีก
– โรนัลโด้ ตอนนี้ยิงไปทั้งสิ้น 15 ประตู ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ และเป็นท็อปสกอร์อยู่ แต่เขาเคยทำได้ 16 กับ 17 เม็ด ในปี 2016 กับ 2014
– สถิติการยิงจุดโทษของมาดริด ถ้วยยุโรป คือ ชนะ 2, แพ้ 2 โดยปี 1975 แพ้ เร้ด สตาร์ เบลเกรด 5-6 คัพ วินเนอร์ส คัพ รอบก่อนรองฯ, ปี 1987 ชนะ ยูเว่ 3-1 รอบสอง ยูโรเปี้ยน คัพ, ปี 2012 แพ้ เสือใต้ 1-3 ในรอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก, ปี 2016 ชนะ ตราหมี 5-3 รอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก
– ลิเวอร์พูล ในอดีตมาเล่นที่เคียฟ 2 หน ชนะ 1 และ เสมอ 1 ยิงได้ 3, เสีย 2 ตจอนนั้นเจอกับ ดินาโม เคียฟ ชนะ 2-1 ศึกแชมปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ปี 2002 วันนั้น ธอมโม่คุมทีมเพราะ เชราร์ อุลลิเย่ร์ มีปัญหาสุขภาพ และอีกเกมทีมของราฟา เสมอ 1-1 กับ มัคคาบี้ ไฮฟา ในรอบคัดเลือกรอบสาม ปี 2007
– ภาพรวมของหงส์แดงเจอกับทีมจากสเปน คือ ชนะ 14, เสมอ 12, แพ้ 11, ยิง 46, เสีย 38 แต่พวกเขาชนะแค่เกมเดียวจาก 7 ครั้งหลังนอกเกาะอังกฤษ คือวันชนะที่ เรอัล มาดริด ปี 2009 นั่นเอง
– สถิติลิเวอร์พูลไม่แพ้ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ ยุติลงวันที่บุกแพ้โรม่า รอบรองฯ นัดสอง ที่โรม 2-4 แต่เข้ารอบรวม 7-6 สถิติอยู่ที่ ชนะ 7, เสมอ 4, แพ้ 1 ยิง 40, เสีย 13 โดย สามกองหน้าหงส์แดงยิงรวมกัน 31 ลูก เป็น ซาลาห์ กับ ฟีร์มีโน่ คนละ 11 และ มาเน่ 9 ลูก
– ถ้ารวมรอบคัดเลือก ลิเวอร์พูลยิง 46 ลูก จาก 14 เกม ปีนี้ และเฉลี่ย 3.29 ประตูต่อเกม ดีกว่าบาร์เซโลน่า ที่ทำไว้ 45 เม็ด ในปี 2000 ด้วย
– ส่วนสถิติการยิงจุดโทษของหงส์แดงในถ้วยยุโรป คือ ชนะ 3, แพ้ 1 โดยปี 1984 ในนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ชนะ โรม่า 4-2, ปี 2005 นัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ชนะ เอซี มิลาน 3-2, ปี 2007 รอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ชนะ เชลซี 4-1 และ ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม แพ้ เบซิคตัส 4-5 ปี 2015
– เจอร์เก้น คล็อปป์ สถิติการชิงถ้วยตั้งแต่ตอนทำดอร์ทมุนด์ รวมกับ หงส์แดง 6 ครั้ง ชนะครั้งเดียว และแพ้ไป 5
– ผู้ตัดสินวันนี้คือ มิโลราด มาซิช ชาวเซอร์เบีย ตัดสินแชมเปี้ยนส์ ลีก มา 34 เกม และถ้วยยูฟ่ารวมคือ 90 นัด โดยตัดสินตั้งแต่ปี 1996 แต่ติดผู้ตัดสินฟีฟ่า ปี 2009 เคยผ่านทัวร์นาเมนต์ตั้งแต่ ยู-17 ยุโรป ปี 2009, ยู-21 ยุโรป ปี 2011, ยู-20 ชิงแชมป์โลก ปี 2013, ฟุตบอลโลก ปี 2014 และ ยูโร 2016 แถมเคยตัดสินนัดชิง ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 2016 ด้วย
– แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 12 สมัยของมาดริด ทำได้ดังนี้ 1956, 1957, 1958, 1959, 1960, (1962), (1964), 1966, (1981), 1998, 2000, 2002, 2014, 2016, 2017

แสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย

หากคุณชื่นชอบ ข่าวสารกีฬาฟุตบอล อย่าลืมกดถูกใจเพจ fifa89.com เพื่อติดตามได้ทันก่อนใคร

ข่าวฟุตบอล วิเคราะห์บอลวันนี้ ทีเด็ดบอลวันนี้ สปอร์ตพูล เราพร้อมอับเดตให้ทันที

CLOSE